TDRI | เปิดโรงเรียนอย่างไร ช่วยเด็กไทยรับศึกสองด้าน

บทความโดย ณิชา พิทยาพงศกร นักวิจัยอาวุโส นโยบายด้านการปฏิรูปการศึกษา สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) 
บทความตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ 19 มกราคม 2565 โดยสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

ปิดเรียนนานไป ได้ไม่คุ้มเสีย

เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นักเรียนหลายล้านคนไม่ได้ไปโรงเรียน ในระหว่างนี้ งานวิจัยจำนวนมากเริ่มชี้ให้เห็นโทษของการปิดเรียนเป็นเวลานาน ทั้งในแง่การเรียนรู้ อารมณ์จิตใจและโอกาสในอนาคต เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ได้ผลกระทบอย่างมาก โดยแต่ละวันที่เด็กวัยอนุบาลที่ไม่ได้ไปโรงเรียน พวกเขาสูญเสียการเรียนรู้ถึง 98% เมื่อเทียบกับวันที่เขาได้ไปโรงเรียนตามปกติ[1]

เด็กวัยรุ่นก็เป็นอีกกลุ่มหนึ่งที่ได้รับผลกระทบรุนแรง ผลการสำรวจโดยกรมสุขภาพจิตจากเด็กและวัยรุ่นอายุต่ำกว่า 20 ปีราว 190,000 คน ตั้งแต่เริ่มมีการระบาดจนถึงเดือนกันยายน 2564 พบว่า ร้อยละ 28 ของเด็กและวัยรุ่นมีภาวะเครียดสูง ร้อยละ 32 มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคซึมเศร้า ในขณะที่อีกร้อยละ 22 มีความเสี่ยงที่จะฆ่าตัวตาย[2]

นอกจากผลเสียต่อบุคคลแล้ว ยังมีผลเสียต่อประเทศ กล่าวคือทักษะที่ถดถอยจากการปิดเรียนยาวนานจะทำให้รายได้ระยะยาวตลอดชีวิตของนักเรียนรุ่นปัจจุบันลดลงเมื่อเทียบกับรุ่นอื่นๆ และส่งผลเสียต่อเศรษฐกิจของประเทศในอนาคต มีการคาดการณ์ว่า การปิดเรียนในครึ่งแรกของปี 2563 จะทำให้ GDP ในอนาคตของประเทศต่างๆ จนถึงปี 2100 ลดลงอย่างน้อย 1.5% โดยเฉลี่ย และอาจลดลงมากกว่านี้หากปิดเรียนนานขึ้น[3]

แม้ว่าหลายโรงเรียนจะพยายามทดแทนการเรียนที่โรงเรียน (ออนไซต์) ด้วยการเรียนรูปแบบอื่น เช่น ออนไลน์ ออนแฮนด์และออนแอร์ แต่ปัญหาความไม่พร้อมในการเรียนที่บ้านก็ยังคงอยู่ จากการสำรวจสถานศึกษาจากทุกสังกัดรวม 12,801 แห่งโดยกระทรวงศึกษาธิการ[4] พบว่า สถานศึกษาส่วนใหญ่ยังประสบปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนการสอนในสถานการณ์โควิด เช่น ร้อยละ 80 รายงานว่าผู้เรียนที่มีฐานะยากจนเข้าไม่ถึงการเรียนออนไลน์ด้วยข้อจำกัดด้านอุปกรณ์ สัญญาณอินเตอร์เน็ต และสภาพแวดล้อมทางบ้าน ร้อยละ 79 รายงานว่าผู้ปกครองไม่มีเวลากำกับดูแลนักเรียนในการเรียนจากที่บ้าน และร้อยละ 62 รายงานว่า คุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย เนื่องจากขาดการฝึกทักษะการเรียนรู้ และมีเวลาเรียนไม่เพียงพอ

จึงจะเห็นได้ว่า การปิดเรียนนั้นส่งผลเสียมาก ในขณะที่ผลประโยชน์ด้านสุขภาพที่ได้จากการปิดเรียนนั้นมีน้อย เพราะเด็กที่ติดโควิดมีแนวโน้มที่จะมีอาการน้อยหรือไม่มีอาการ และมีโอกาสเสียชีวิตต่ำ อยู่ที่ 1.9 คนในหนึ่งล้านคน[5] ความเสี่ยงนี้ยังลดลงอีกเมื่อนักเรียนอายุ 12-17 ปีกว่า 3 ล้านคนและครูหลายแสนคนได้รับวัคซีนแล้วสองเข็ม[6] (ข้อมูล ณ วันที่ 19 ธ.ค. 2564) นอกจากนี้ ศูนย์ป้องกันโรคติดต่อ สหรัฐอเมริกา (CDC) ยังระบุว่า ไม่พบว่าการเปิดเรียนหรือการติดเชื้อเพิ่มขึ้นในกลุ่มเด็กนำไปสู่การระบาดในชุมชน และการติดเชื้อระหว่างนักเรียนกันเองเกิดขึ้นได้น้อยหากมีมาตรการป้องกันที่รัดกุมในโรงเรียน[7]

การเปิดโรงเรียนโดยมีมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่เหมาะสม” จึงควรเป็น “ความปกติใหม่” ของการอยู่ร่วมกับโรคระบาด ไม่ใช่การปิดโรงเรียนในวงกว้างและการเรียนออนไลน์

ไม่ได้เรียนออนไซต์เพราะ “ปิดง่าย-เปิดยาก”

แม้กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดเงื่อนไขการเปิดโรงเรียนไว้ตั้งแต่ตุลาคม 2564 ทว่า จากการสำรวจเมื่อพฤศจิกายน 2564 พบว่า แม้สถานศึกษาถึงร้อยละ 97 ประเมินตนเองว่ามีความพร้อม[8] แต่ร้อยละ 34 ไม่สามารถเปิดเรียนออนไซต์ได้

เมื่อศึกษาเงื่อนไขการเปิดเรียนตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ[9] และสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาจำนวนหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า อุปสรรคในการขอเปิดเรียนมีหลายประการ ดังต่อไปนี้

ประการแรก เงื่อนไขที่โรงเรียนต้องปฏิบัติตามมีจำนวนมากและยุ่งยากในทางปฏิบัติ เช่น กำหนดให้ต้องมีห้องแยกกักตัวรองรับผู้ติดเชื้อในโรงเรียน (School Isolation) ต้องจัดให้มี School Pass สําหรับนักเรียน ครู และบุคลากรในสถานศึกษา ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลผลการประเมิน TST ผลตรวจคัดกรองหาเชื้อของแต่ละบุคคล และประวัติการรับวัคซีน ต้องควบคุมดูแลการเดินทางเข้าและออกของนักเรียนจากบ้านมาโรงเรียนอย่างเข้มข้น (Seal Route) ทั้งกรณีรถรับ-ส่งนักเรียน รถส่วนบุคคล และรถโดยสารสาธารณะ เป็นต้น

อีกทั้ง มาตรการบางส่วนอยู่นอกเหนือจากการควบคุมของโรงเรียน เช่น กําหนดให้สถานประกอบกิจการที่อยู่รอบรั้วโรงเรียนให้ผ่านการประเมิน Thai Stop COVID plus (TSC+) COVID free setting หรือให้ผู้ปกครองของนักเรียนได้รับวัคซีน 85-100%  ที่สำคัญ มาตรการจำนวนไม่น้อยก่อให้เกิด “ต้นทุน” ในการปฏิบัติตาม เช่น กำหนดให้นักเรียนและบุคลากรทุกคนต้องตรวจคัดกรองด้วย Antigen Test Kit (ATK) ก่อนกลับเข้ามาโรงเรียนและกำหนดให้สุ่มตรวจทุกสัปดาห์ พบว่า สถานศึกษาร้อยละ 56 ไม่มีงบประมาณในการจัดซื้อชุดตรวจ ATK หากไม่มีทรัพยากรสนับสนุนจากภายนอก สถานศึกษาอาจผลักภาระให้ผู้ปกครองแบกรับค่าใช้จ่าย และกลายเป็นเงื่อนไขให้นักเรียนจากครอบครัวรายได้น้อยไม่อาจเข้าเรียนได้ สุดท้าย การทำตามมาตรการเหล่านี้เพิ่มภาระให้ครู โดยสถานศึกษาร้อยละ 35 รายงานว่าครูผู้สอนมีภาระงานด้านการสอนและภาระงานด้านธุรการสูงขึ้น

ประการที่ 2 คือ ดุลยพินิจของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัด เนื่องจากประกาศของกระทรวงศึกษาเปิดช่องให้คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดกำหนดเงื่อนไขและขั้นตอนเพิ่มเติมแก่โรงเรียนในจังหวัดได้ ความยากง่ายของการเปิดเรียนในแต่ละจังหวัดจึงแตกต่างกัน ทั้งนี้ ดุลยพินิจของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดอาจไม่สอดคล้องกับแนวทางที่กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงศึกษากำหนดไว้ร่วมกัน เช่น ในกรณีมีผู้ติดเชื้อประปรายในชุมชน โรงเรียนยังอาจเปิดสอนได้ตามแผนเผชิญเหตุที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด แต่คณะกรรมการฯ อาจสั่งปิดโรงเรียนทั้งจังหวัดได้ทันที ปรากฏการณ์นี้สอดคล้องกับผลการสำรวจโรงเรียนที่ไม่ได้เปิดเรียนออนไซต์ ที่ส่วนใหญ่รายงานว่าสาเหตุที่เปิดเรียนไม่ได้มาจากมติของคณะกรรมการควบคุมโรคติดต่อจังหวัด/กทม.[10]

จากการสัมภาษณ์ผู้บริหารสถานศึกษาในจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งในสังกัด สพฐ. อปท. และ เอกชน พบว่า มีการกำหนดเงื่อนไขเพิ่มเติมจากประกาศของศธ. เช่น กำหนดให้บุคลากรในสถานศึกษาต้องได้รับวัคซีน 100% จึงจะขอเปิดเรียนได้ ทั้งที่ศธ. กำหนดไว้เพียง 85% และกำหนดให้โรงเรียนที่ประสงค์จะเปิดเรียนออนไซต์จะต้องผ่านกระบวนการพิจารณา 7 ขั้นตอน[11] ในระหว่างขั้นตอนนี้ หากหน่วยงานใดเพียงหน่วยงานหนึ่งใช้ดุลยพินิจไม่ให้เปิดก็จะไม่สามารถเปิดได้ คำขอเปิดเรียนของโรงเรียนบางแห่งถูกชะลอไว้ตั้งแต่ระดับอำเภอ ไปไม่ถึงการพิจารณาของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด เนื่องจากการสื่อสารนโยบายที่ผ่านมาทำให้เจ้าพนักงานกังวลว่าจะถูกลงโทษหากเกิดการระบาดขึ้นในพื้นที่รับผิดชอบ

ประการสุดท้าย คือ กลไกการตัดสินใจผ่านหน่วยงานหลายระดับ ใช้เวลานาน ทำให้มติที่ได้ไม่ทันสถานการณ์ ด้วยกระบวนการปัจจุบัน โรงเรียนจะต้องนำเสนอแผนการเปิดเรียนและต้องผ่านการพิจารณาขั้นตอน เช่น สาธารณสุขอำเภอ ศึกษาธิการจังหวัด ไปจนถึงขั้นสุดท้ายคือ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด/กทม. แต่ละรอบต้องอาศัยการประชุมเป็นรายสัปดาห์ ทำให้ใช้เวลามากตั้งแต่วันที่ขอเปิดเรียนจนถึงวันที่ได้เปิดจริง ในช่วงเวลานั้น สถานการณ์การระบาดในพื้นที่อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ด้วยเหตุผลนี้ ทำให้สถานศึกษาทั่วประเทศอยู่ในสภาวะ “ปิดง่าย-เปิดยาก” ในขณะที่สถานประกอบหลายประเภทที่มักเป็นต้นตอของการระบาดหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เช่น ร้านอาหาร ผับ บาร์ สถานที่ท่องเที่ยวยามค่ำคืน ได้รับการผ่อนปรนให้กลับมาเปิดเป็นปกติ และจะถูกสั่งปิดก็ต่อเมื่อมีการระบาดเกิดขึ้น

ข้อเสนอเชิงนโยบาย: จาก “ปิดง่ายเปิดยาก” เป็น “เปิดเป็นปกติปิดเมื่อจำเป็น”

เมื่อเด็กไทยกำลังรับศึกสองด้าน ด้านหนึ่งคือโรคระบาด อีกด้านหนึ่งคือการเรียนรู้ที่ถดถอย การตัดสินใจเปิดปิดโรงเรียนจึงควรตั้งอยู่บนสมดุลระหว่างการป้องกันการแพร่ระบาดในโรงเรียน กับ การสร้างโอกาสการเรียนรู้แก่นักเรียน

เงื่อนไขการเปิดโรงเรียนที่เหมาะสมจะต้องไม่ยากเกินไปจนทำให้เปิดไม่ได้เสียเลย และไม่ง่ายเกินไปจนเกิดการระบาดเป็นวงกว้าง กระทรวงศึกษาธิการ โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.)และกระทรวงสาธารณสุขควรทบทวนเงื่อนไขการขอเปิดโรงเรียนและมาตรการป้องกันการระบาดในสถานศึกษา ให้มีความเข้มข้นใกล้เคียงกับสถานประกอบการอื่นๆ คงไว้เพียงมาตรการที่วิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่าเพียงพอ และตัดเงื่อนไขที่อยู่นอกเหนือขอบเขตความรับผิดชอบของสถานศึกษาออก และควรระมัดระวังไม่ให้มาตรการบางอย่างกลายเป็นการกีดกันนักเรียน เช่น การห้ามไม่ให้นักเรียนที่ไม่ได้รับวัคซีนหรือไม่มีผลตรวจ ATK เข้าเรียน

หากมีมาตรการใดที่จำเป็นอย่างยิ่งยวดที่สถานศึกษาต้องปฏิบัติตาม กระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงสาธารณสุขควรสนับสนุนทรัพยากรให้เพียงพอต่อการปฏิบัติตามมาตรการเหล่านั้น เช่น จัดสรรชุดตรวจ ATK ให้เพียงพอเพื่อมิให้นักเรียนและผู้ปกครองต้องแบกรับค่าใช้จ่าย

คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดควรให้อำนาจสถานศึกษาตัดสินใจตามแผนเผชิญเหตุที่มีการกำหนดไว้ หากจะใช้อำนาจสั่งปิดสถานศึกษา ควรพิจารณาผลดีและผลเสีย โดยใช้ข้อมูลที่เป็นวิทยาศาสตร์และสถิติเชิงประจักษ์ประกอบการตัดสินใจข้อมูลสำคัญที่ต้องใช้เป็นหลักในการพิจารณาคือ อัตราการระบาดในชุมชนและอัตราการได้รับวัคซีนในชุมชน และควรพิจารณาปิดเป็นรายโรงเรียนไป ควรหลีกเลี่ยงการสั่งปิดโรงเรียนแบบยกหน้ากระดาน เมื่อสถานการณ์ระบาดคลี่คลาย ควรให้โรงเรียนที่ถูกสั่งปิดไปกลับมาเปิดได้โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการพิจารณาใหม่ทั้งหมด

ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน แม้จะมีมาตรการเข้มข้นเพียงใดก็ไม่อาจจำกัดความเสี่ยงให้เป็นศูนย์ได้ กรอบคิดในการทำงานไม่ใช่การหลีกเลี่ยงความเสี่ยงแต่เป็นการบริหารจัดการความเสี่ยง ผู้กำหนดนโยบายทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัดควรปรับวิธีการสื่อสารสร้างความมั่นใจให้ผู้ปฏิบัติงานว่าจะไม่ถูกลงโทษหากดำเนินการอย่างรัดกุมแล้วแต่ยังมีการระบาดเกิดขึ้น

การมาถึงของโควิดสายพันธุ์โอไมครอนสะท้อนว่า เราทุกคนอาจจะต้องใช้ชีวิตกับโรคระบาดไปอีกพักใหญ่ แต่ละวันที่โรงเรียนปิดช่วยลดความเสี่ยงของโรคระบาดในระยะสั้น แต่ส่งผลเสียต่ออนาคตของชาติในระยะยาว

เมื่อคลื่นการระบาดครั้งใหม่คลี่คลาย คงถึงเวลาแล้วที่ผู้กำหนดนโยบายจะปรับวิธีการเปิดโรงเรียนจาก “ปิดง่าย-เปิดยาก” ไปสู่ “เปิดเป็นปกติ-ปิดเมื่อจำเป็น” เพื่อให้เด็กๆ ของเราอยู่ร่วมกับโรคระบาดอย่างปลอดภัยและต่อสู้กับการเรียนรู้ที่ถดถอยไปพร้อมๆ กัน


[1] Learning Losses from School Closure due to the COVID-19 Pandemic for Thai Kindergartners โดย ดร.วีระชาติ กิเลนทอง และคณะ สถาบันวิจัยเพื่อออกแบบและประเมินนโยบาย มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย (กันยายน 2564)

[2] https://www.dmh.go.th/news-dmh/view.asp?id=31220

[3] The Economic Impacts of Learning Losses โดย Eric A. Hanushek และ Ludger Woessmann (กันยายน 2563)

[4] http://www.covid.moe.go.th/app/report/report.php (เข้าถึงเมื่อธันวาคม 2564)

[5] Green P. Risks to children and young people during covid-19 pandemic BMJ 2020; 369 :m1669 doi:10.1136/bmj.m1669

[6] https://www.bbc.com/thai/thailand-58778595

[7] https://www.cdc.gov/coronavirus/2019-ncov/science/science-briefs/transmission_k_12_schools.html#sars-cov-2

[8] มีสถานศึกษาผ่านการประเมินสีเขียว 16,552 แห่งจากสถานศึกษาที่รายงานผล 16,917 แห่ง คิดเป็น 97.84%

[9] ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์การเปิดโรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาตามข้อกําหนดออกตามความในมาตรา ๙ แห่งพระราชกําหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. ๒๕๔๘ (ฉบับที่ ๓๔)

[10] ที่เดียวกับ 3

[11] แนวทางการพิจารณาการขออนุญาตเปิดเรียนแบบ On Site ในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) จังหวัดเชียงใหม่ (https://drive.google.com/drive/folders/16khDTvs8P8oo1DXR4IpNUdMy3L4BhEMj)

Related Articles

TDRI | รัฐบาลไทยอยู่ตรงไหนในมิติใหม่แห่งการศึกษา

สำหรับนิสิต/นักศึกษา วาระดังกล่าว คือการเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long learning) และการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนและทำงานไปในเวลาเดียวกันจากการสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank) แต่การปลดล็อคกฎเกณฑ์ดังกล่าวนอกจากจะมีข้อดีแล้ว ยังมีข้อจำกัดที่ต้องคลายล็อคไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้นโยบายมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

2022 Market Outlook: More Upside For Stocks, Economic Growth To Rebound

After two years of uncertainty and lockdowns that resulted in the largest drop in global GDP history, the 2022 outlook is looking brighter. As pandemic volatility continues to fade, J.P. Morgan Global Research forecasts are upbeat, with expectations of further equity market upside and above-potential growth. Earnings growth also looks better than expected, supply shocks are easing, the China and Emerging Market (EM) backdrop is set to improve and consumer spending habits should continue to normalize.

Responses

Your email address will not be published.

  1. Im very happy to find this website. I wanted to thank you for your time due to this fantastic read!! I definitely savored every part of it and i also have you book-marked to look at new stuff on your website.