TDRI | ‘COP26’ เป้าหมาย ‘เน็ตซีโร่’ ไทย ก้าวทันประชาคมโลก?

บทความ โดย ภาตรี วิฑูรชาติ
หมายเหตุ บทความเผยแพร่ครั้งแรกใน กรุงเทพธุรกิจ เมื่อ 19 ตุลาคม 2564

การเปลี่ยนแปลงสภาพ ภูมิอากาศส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยต้องเผชิญวิกฤติน้ำแล้ง พายุ การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล และภัยพิบัติทางธรรมชาติที่บ่อยครั้งขึ้นและทวีความรุนแรงมากขึ้น  เพื่อรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยต้องทำหน้าที่ของตน โดยการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ หรือที่เรียกว่า Net Zero Emission โดยเร็วที่สุด

Net Zero เป็นประเด็นใหญ่ที่กำลังได้รับความสนใจทั่วโลก โดยในวันที่ 31 ต.ค.นี้ ผู้นำจากกว่า 190 ประเทศ ทั่วโลกจะมารวมตัวกันที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร เพื่อร่วมประชุมรัฐ ภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วย การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP 26

จุดประสงค์หลักของการประชุมในปีนี้ คือ การให้แต่ละประเทศเสนอเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้นมากขึ้นกว่าเดิม โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบรรลุ Net Zero ทั่วโลกภายในปี 2050 (พ.ศ.2593) โดยเป้าหมาย Net Zero ดังกล่าวจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการควบคุมอุณหภูมิโลกไม่ให้สูงขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส เทียบกับก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

สำหรับประเทศไทย (ร่าง) ยุทธศาสตร์ระยะยาวในการพัฒนาแบบปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำของประเทศไทย ซึ่งจัดทำโดยสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) พบว่า หากประเทศไทยจะบรรลุเป้าหมายตามที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ได้กำหนดไว้ คือ รักษาอุณหภูมิให้เพิ่มขึ้น ไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส ประเทศไทยจะต้องบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2050 (พ.ศ.2593) และหากจะรักษาอุณหภูมิให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียส ประเทศไทยจะต้องบรรลุเป้าหมาย Net Zero ภายในปี 2090 (พ.ศ.2633)

ภาครัฐและภาคเอกชนได้เริ่มให้ความสำคัญกับเป้าหมายนี้แล้ว โดยภาคพลังงานซึ่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุด (71.65% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งประเทศ) เป็นภาคส่วนแรกที่แสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อเป้าหมายดังกล่าว โดยกำหนดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิให้เป็นศูนย์ (Carbon Neutral) ภายในปี 2065-2070 (พ.ศ.2608-2613) ในกรอบแผนพลังงานชาติ ซึ่งถือเป็นสัญญาณเริ่มต้นที่ดีที่จะนำไปสู่เป้าหมาย Net Zero ในระดับประเทศ

กรอบแผนพลังงานชาติได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการจัดทำรายละเอียดและรับฟังความคิดเห็น โดยแผนพลังงานชาติมีเป้าหมายสนับสนุนให้ประเทศไทยมุ่งสู่การใช้พลังงานสะอาดและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์ ภายใน ปี 2065-2070 (พ.ศ.2608-2613) โดยเน้นภาคการไฟฟ้าและขนส่งเป็นหลัก เนื่องจากเป็นภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด

ภาคการผลิตไฟฟ้าจะมีมาตรการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าใหม่และปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเพิ่มสัดส่วนการ ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ให้ไม่น้อยกว่า 50% โดยสนับสนุนทั้ง โรงไฟฟ้าชีวมวล ก๊าซชีวภาพ โซลาร์ฟาร์ม และ ขยะ

สำหรับภาคขนส่ง จะมีมาตรการปรับเปลี่ยนการใช้พลังงานภาคขนส่ง เป็นพลังงานไฟฟ้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและเชื้อเพลิงชีวภาพ เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาของคุณภาพอากาศที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเนื่องมาจากฝุ่นละออง PM 2.5

จุดเด่นของแผนพลังงานชาติ คือ เป้าหมายการเปลี่ยนแหล่งที่มาของพลังงาน จากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นส่วนใหญ่ให้พึ่งพาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น โดยการปรับเปลี่ยนดังกล่าวนอกจากจะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์แล้ว ยังมีผลประโยชน์ร่วม (Co-benefit) อีกหลายประการ เช่น การลดมลภาวะทางอากาศที่เป็นเหตุให้ในแต่ละปี มีผู้เสียชีวิตก่อนวัยอันควรถึง 5 หมื่นคนและสร้าง ความเสียหายต่อเศรษฐกิจนับแสนล้านบาทตลอดจนช่วยสร้าง “งานสีเขียว” (Green Jobs) หรืองานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และทำให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า

การประชุมระดับโลก COP 26 ที่กำลังจะเกิดขึ้น ทำให้เห็นชัดเจนว่าประเทศไทยยังคงตามหลังหลายประเทศในด้านการตั้งเป้าหมายและดำเนินงานด้านการ ลดก๊าซเรือนกระจกที่เข้มข้น ในปัจจุบันมี 63 ประเทศที่ได้ประกาศเป้าหมาย Net Zero อย่างเป็นทางการ ซึ่งในจำนวนนี้รวมประเทศเพื่อนบ้านของไทย เช่น ลาวและสิงคโปร์ โดยประเทศลาวได้ประกาศคำมั่นสัญญาทางการเมือง (Political Pledge) เรื่อง Net Zero และประเทศสิงคโปร์มีการ บูรณาการแนวทาง Net Zero ไว้ในนโยบายระดับชาติแล้ว ในขณะที่ประเทศไทยยังคงไม่มีการประกาศนโยบายหรือเป้าหมาย Net Zero ครอบคลุมทุกภาคส่วน มีเพียงกรอบแผนพลังงานชาติที่ตั้งเป้าหมายที่เป็นรูปธรรมที่สุด

การมีแผนพลังงานชาติ ถือเป็นความ ก้าวหน้าที่สำคัญสำหรับประเทศ แต่ประเทศไทยจะก้าวไปถึงเป้าหมาย Net Zero ได้ ต้องอาศัยแผนการดำเนินงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ในฐานะที่ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก จึงมีความรับผิดชอบต้องแก้ไขปัญหาร่วมกับประเทศอื่นๆ เวที COP 26 จะเป็นโอกาสให้รัฐบาลไทยได้แสดงจุดยืน ประกาศความก้าวหน้าของไทยต่อประชาคมโลก ความก้าวหน้าของประเทศจึงไม่ควรหยุดอยู่ที่ภาคพลังงาน รัฐบาลควรกำหนดนโยบายหรือเป้าหมาย Net Zero ระดับชาติอย่างเป็นทางการ ครอบคลุมทุกภาคส่วน นอกจากจะทำให้ไทยก้าวทัน ทัดเทียมกับนานาชาติแล้ว ยังเป็นการ ส่งสัญญาณต่อทุกภาคส่วน รวมถึงประชาชน ซึ่งคือส่วนหนึ่งของพลเมืองโลกให้เข้ามามีส่วนผลักดันวาระนี้ร่วมกัน

บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการพลังงานสะอาด เข้าถึงได้และมั่นคงสำหรับภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (CASE) ซึ่งเป็นโครงการดำเนินการโดยองค์กร ความร่วมมือระหว่างประเทศของเยอรมนี (GIZ) และองค์กรเชี่ยวชาญด้านการ เปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทั้งในประเทศ และ ต่างประเทศ สนับสนุนโดยกระทรวง สิ่งแวดล้อม คุ้มครองธรรมชาติ และความปลอดภัยทางปรมาณู สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี (BMU) เพื่อผลักดันนโยบาย เปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้

Related Articles

TDRI | รัฐบาลไทยอยู่ตรงไหนในมิติใหม่แห่งการศึกษา

สำหรับนิสิต/นักศึกษา วาระดังกล่าว คือการเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-long learning) และการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้เรียนและทำงานไปในเวลาเดียวกันจากการสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank) แต่การปลดล็อคกฎเกณฑ์ดังกล่าวนอกจากจะมีข้อดีแล้ว ยังมีข้อจำกัดที่ต้องคลายล็อคไปพร้อม ๆ กันเพื่อให้นโยบายมีความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ

TDRI | เปิดโรงเรียนอย่างไร ช่วยเด็กไทยรับศึกสองด้าน

เป็นเวลาเกือบ 2 ปีแล้ว ที่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้นักเรียนหลายล้านคนไม่ได้ไปโรงเรียน ในระหว่างนี้ งานวิจัยจำนวนมากเริ่มชี้ให้เห็นโทษของการปิดเรียนเป็นเวลานาน ทั้งในแง่การเรียนรู้ อารมณ์จิตใจและโอกาสในอนาคต เด็กเล็กเป็นกลุ่มที่ได้ผลกระทบอย่างมาก โดยแต่ละวันที่เด็กวัยอนุบาลที่ไม่ได้ไปโรงเรียน พวกเขาสูญเสียการเรียนรู้ถึง 98% เมื่อเทียบกับวันที่เขาได้ไปโรงเรียนตามปกติ

Ukraine-Russia: What It Might Mean for China, Taiwan and the Indo-Pacific

As the conflict in Ukraine develops, the question as to what the West’s response to Russian aggression will mean for the security dynamics in the Indo-Pacific region has become subject to widespread debate. Comparisons between Ukraine and Taiwan have been abundant, and media are rife with speculation. The question on the mind of many is how China will interpret events surrounding the unfolding Ukraine crisis.

2022 Market Outlook: More Upside For Stocks, Economic Growth To Rebound

After two years of uncertainty and lockdowns that resulted in the largest drop in global GDP history, the 2022 outlook is looking brighter. As pandemic volatility continues to fade, J.P. Morgan Global Research forecasts are upbeat, with expectations of further equity market upside and above-potential growth. Earnings growth also looks better than expected, supply shocks are easing, the China and Emerging Market (EM) backdrop is set to improve and consumer spending habits should continue to normalize.

Responses

Your email address will not be published.